เว็บเพื่อการแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างศิษ หลวงพ่อชำนาญ

ศิษหลวงพ่อชำนาญ

 ลืมรหัสผ่าน
 ลงทะเบียน
ค้นหา
ดู: 52|ตอบกลับ: 0

พระอาจารย์เล่าว่า

[คัดลอกลิงก์]

70

กระทู้

98

โพสต์

377

เครดิต

ผู้ดูแลพิเศษ

Rank: 8Rank: 8

เครดิต
377
https://m.facebook.com/notes/%E0 ... A9/515486475231826/

ประวัติที่พักสงฆ์ ถ้ำแสงวิเศษ

6 มกราคม 2014 เวลา 17:25 น.
แผ่นที่ 1 ( 1 ต.ค.50)
                                        ที่พักสงฆ์ ถ้ำแสงวิเศษ
                          ต. หนองพิกุล   อ. ตากฟ้า   จ.นครสวรรค์   

                            อาตมาภาพ พระไพรัช  อาจาโร  พรรษาที่ 24 อายุ 54 ปี มาอยู่ที่ ถ้ำแสงวิเศษ เมื่อปี
  ปีพ.ศ. 2530   ในตอนนั้นสถานที่นี้ เป็นถ้ำล้าง ไม่มีพระภิกษุจำพรรษาอยู่    แต่ก่อนนั้นมีพระมาจำพรรษา
  หลายรุ่น  แต่ไม่สามารถอยู่ได้  อาจจะเป็นเพราะความยากลำบากหลายเรื่อง  เช่นการบิณฑบาตทำได้ยาก
  ไม่มีบ้านเรือนอยู่ใกล้ กุฏิที่พักอาศัยก็ไม่มี  น้ำ - ไฟฟ้า ก็ไม่มี ได้อาศัยถ้ำเป็นที่จำวัตร  เวลากลางคืน  ก็
  มีแต่แสงดาวแสงเดือน   และแสงสว่างจากดวงเทียนเท่านั้น  มีเสียงนก ไก่ป่ามาร้องทุกวัน ก็เพลินดี  ใน
  พรรษาแรก ที่ถ้ำแสงวิเศษนี้ลำบากมาก  เป็นการวัดใจ ว่าจะอยู่หรือจะสึก แต่ก็สอบผ่านมาได้จนถึงทุกวันนี้
  ตอนนั้นก็อาศัยนึกถึงความตาย เราจะตายเมื่อไร คืนนี้จะรอดไหม  มานึกถึงลมหายเข้า ไม่หายใจออกก็ตาย
  หายใจออกไม่หายใจเข้าก็ตายอีก (แค่นี้ก็เกือบสอบตกแล้ว ) มีโยมมาถามว่า  เขามองมาที่ภูเขาลูกนี้เป็น
  อาทิตย์แล้ว มีงานอะไร ถึงได้เปิดไฟบนเขา อาตมาตอบไปว่าไม่ได้เปิดเพราะ ไฟฟ้ายังไม่มีเลย โยมมองผิด
  เขาหรือเปล่า เขาว่าไม่ผิดเพราะมองกันหลายคน  ก็แปลกดี
                         มาเข้าเรื่องที่คุณโยมอยากรู้ ความเป็นมาของภูเขาลูกนี้ อาตมาภาพขออ้างคำพูด ของครู
  บาอาจารย์ที่ท่านได้กล่าวไว้  และคำพูดของคนท้องถิ่นได้พูดไว้  อาจจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงก็ได้  ก็
  พิจารณาเอาเอง   ความเป็นมาของชื่อถ้ำแสงวิเศษ แต่ก่อนสถานที่นี้เป็นป่าทึบ มีเสือ มีช้าง หมีและอะไร
  อีกมาก (ตอนนี้ไม่มีแล้วมีแต่ป่าข้าวโพด ถ้ายังมีอาตมาก็ไม่อยู่แล้ว ) เมื่อคนถางป่าและได้อยู่อาศัย ในช่วง
  กลางคืน  วันดีคืนดีเกิดปรากฏการประหลาด  มีดวงสว่างกลม ลอยอยู่บนภูเขา ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า บางครั้ง
  ลอยหายไปบนภูเขา (ไม่ใช่ UFO นะ) เป็นดวงพระธาตุเสด็จมา ( เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2550 เวลา
  16.17น.มีพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมา และสามารถถ่ายไว้ได้โดยอัศจรรย์  หลวงปู่ท่านสั่งให้เอากล้องไปถ่าย
  รูป อาตมานึกในใจ ท่านให้ถ่ายอะไร   ลักษณะเป็นดวงสว่าง เสด็จเวียนไปมา แล้วไปที่องค์พระพุทธรูปยืน
  ปางประทานพร)  บางคราวมีแสงไฟสว่างบนภูเขา และมีเสียงคนพูดคุยกัน มีโยมขึ้นไปหาของป่า เช่นหนอไม้
  พบบ้านเรือนมีคนอาศัยอยู่ เรียกให้กินน้ำ มีสระน้ำบนผู้เขาด้วย  แต่วันหลังขึ้นไปหาหนอไม้อีก กลับไม่พบอะไร
  ชาวบ้านเลยเรียกว่าถ้ำแสงวิเศษ
                         ทีนี้มาดูเรื่องเล่าที่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟังบ้าง ท่านกล่าวไว้ว่า ในอดีตกาลนานแสนนาน
  นานมากๆๆไม่รู้ว่านานเท่าไรไม่รู้เหมือนกัน ท่านกล่าวไว้ว่าพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เป็นองค์พระปฐมแห่งการตรัสู้
ได้เสด็จมาที่ภูเขาลูกนี้  เหล่ามหาเทพเทวาเทวดานางฟ้า ได้เข้าเฝ้า (บอกหมดเปลือกเลยนะงานนี้) ถวาย
ภัตตาหาร อันเป็นทิพย์  ถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระพุทธสิขีสมเด็จพระปฐมที่ ๑  ภัตตาหารที่ถวายมากมายมหาศาล ส่วนที่เหลือก็กลับกลายเป็นหินข้าว  มีอานุภาพมากยากที่จะหยั่งถึง  และในกาลต่อๆ
มา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลายๆพระองค์ ได้เสด็จมานะยังสถานที่แห่งนี้   และในกาลว่างแห่งพระศาสนา จะมีผู้มีบุญบารมีลงมาเกิด ในกาลนั้นคนเรามีอายุยืนยาวมาก  ท่านได้มาเกิดต่อมาได้ครองเมือง มากด้วยบุญญาบารมี  การเกิดแก่เจ็บตาย เห็นได้ยาก  ต่อมาท่านได้เห็นเส้นผม ที่เงาดำกลับกลายเป็นสีขาว
ทรงพิจารณถึงความไม่เที่ยง  ทรงตรัสรู้อริยสัจสี่เป็นองค์สมเด็จพระปัจเจกพุทธเจ้า  ทรงตรัสรู้เฉพาะพระองค์เอง ไม่ทรงสั่งสอนให้ผู้อื่นรู้ตาม ในกาลสมัยนั้นๆ อาจมีพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ตรัสรู้เป็นจำนวนมากได้ ก็เหมือนเดิม เทวดาผู้ปราถนาในบุญก็นำอาหารทิพย์มาถวาย  เป็นจำนวนมากส่วนที่เหลือก็กลับกลายเป็นหินข้าว พระปัจเจกพทธเจ้า  มักอยู่รวมกันจำนวนมาก ที่ชายป่าหิมพานต์  หรือว่าที่เขาลูกนี้คือ.......คิดเอาเอง
         เมื่อกาลสมัยที่พระโพธิสัตว์จะเสด็จลงมาเพื่อการตรัสรู้  และทรงสั่งสอนให้ผู้อื่นรู้ตาม  จะเสด็จลงมา
ประสูติ เพื่อการตรัสรู้   พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ทรงเสด็จดับขันธปรินิพานทันที  เป็นเช่นนี้ตลอดมา
           จนถึงในสมัยองค์สมเด็จพระสัมสัมพุทธเจ้าพระสมณโคดม ท่านได้เสด็จที่เขาลูกนี้ด้วย  เป็นประเพณี
ที่พระพุทธเจ้าหลายพระองค์มักจะเสด็จไปในที่ๆพระพุทธเจ้าองค์ปฐมเสด็จไป  (ท่านว่ามา  อาตมาก็ว่าไป
อาจจะเป็นเรี่องจริง หรือไม่จริงก็ได้ โปรดพิจารณาด้วยตนเอง )
                            โยมถามว่า แล้วหินข้าวบนเขาถ้ำแสงวิเศษ ที่มีมากมายนี้  ใช่ข้าวที่ถวายพระพุทธเจ้า
ถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าหรือเปล่า  ถามยาวแต่ตอบสั้นๆว่า น่าจะใช่นะ  แล้วเรื่องอายุของหินข้าวละ  อาตมาตอบไปว่า  ท่านบอกว่า 2,000.ล้านปีนะ  ท่านบอกว่า สิ่งที่ทูลถวายพระพุทธเจ้านั้น  พระองค์ทรงรับแล้ว
มีอานุภาพมาก  มีเทวดาเฝ้า  ไม่ใช่ทุกคนจะมีสิทธิ์ได้  คนที่มีสิทธิ์ได้ เดี๋ยวจะมาเอง  ยกตัวอย่าง เราเอาเงิน
เข้าฝากธนาคาร  คนที่เบิกได็ก็คือคนที่ฝาก     อาตมาเรียกหลวงปู่ข้าวทิพย์นะ เพราะหลวงปู่ท่านตามรักษา
ข้าวทิพย์ที่ถวายพระพุทธเจ้า  พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์  รวมเรียกสั้นว่า  ปู่ข้าวทิพย์ (จะเชื่อหรือไม่เชื่อ
ย่อมเป็นสิทธิ์ของทุกท่าน  หลวงปู่ว่ามา  อาตมาก็ว่าไป)  ปู่ข้าวทิพย์มีอานุภาพมาก  ด้านเมตตามหานิยม
เป็นที่หนึ่ง และอีกหลายๆด้าน   จะค้าจะขายคล้องติดตัว อธิษฐานขอได้ ใช้ในทางที่ดีเท่านั้น
            มีโยมขึ้นไปบนเขา ขากลับมีหินข้าวติดกับมาด้วย   เอาไปไม่นานก็เอากลับมาคืน  ก็ของเขามีเจ้าของ  ถ้าอยากได้ก็นั่งสมาธิขอเอา ถ้านั่งแล้วหลวงปู่บอกให้  ต้องถาม  รป.ภ.ก่อน ( อาตมาเป็นห้วหน้า ร.ป.ภ.
ลูกน้องหัวหน้าร.ป.ภ.ก็คือ อาตมา อย่างนี้รับเงินสองต่อ  อย่างไปบอกใครนะ) เพราะประเภทพูดเองเออเองมีเยอะ
ไม่หวงแต่ไม่ให้  พูดง่ายดี  สิ่งนี้มีเทวดารักษา ต้องอนุรักษ์ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา
             อยากมาปฏิบัติธรรม แต่ทำไมมีกุฏิน้อยจัง ห้องน้ำก็น้อย  มีเจ้าอาละวาสอยู่องค์เดียว  แต่ก่อนมีพระมาอยู่ แต่อยู่กันไม่ได้   วันเดียวออกแล้ว ไม่รู้กลัวอะไรนักหนา  อาตมาก็ไม่ดุ  ฉีดยากันพิษห..บ้าเรียบร้อย
แล้ว  ที่ถ้ำไม่รับกิจนิมนต์แต่ก่อนถ้าพระอยู่กันเยอะ อาตมาต้องเก็บของเก่าขายเลี้ยงพระแล้ว   แต่ก่อนไม่ยุ่ง
กับใคร อยู่ อย่างพระป่า  มีก็ฉันไม่มีก็ฉัน ก็อยู่ได้   ใกล้ๆไม่มีบ้านคนอยู่ แต่เดี๋ยวนี้ ใกล้ก็มาไกลก็มา เลย
พออยู่ได้แล้ว
       มีโยมถามว่า   ที่กำลังก่อสร้างใช้ทำประโยชน์อะไร?   อาตมาเลยคุณโยมว่า  ปู่ข้าวทิพย์ที่อาตมานำมาแกะพระ  ให้โยมได้ทำบุญบูชา  เงินที่ได้จากการบูชา หรือทำบุญ  อาตมานำมาสร้างพิพิธภัณฑ์ภูหินข้าว
มี 3 ชั้น
            ชั้นที่ 1 ทำเป็นห้องสมุดทางวิชาการ หนังสือความรู้ต่างๆ หนังสือธรรมะ  หนังสือแนวทางปฏิบัติ
หนังอ่านเล่น
            ชั้นที่ 2 เป็นที่แสดงหินข้าว พระพุทธรูปแกะสลัก  รูปถ่ายพระพุทธรูปที่ทูลถวายที่พระราชวังสวนจิตลัดดา
            ชั้นที่ 3  สำคัญมาก เป็นที่ตั้งเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธาตุแห่งพระอรหันต์ รวมประมาณ ร่วม 3- 4 หมื่นองค์ บุญนี้มีอานิสงมากควรค่าต่อการจดจำ
            โยมถามต่ออีก  แล้วพระพุทธรูปที่ทูลถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี  มีความเป็นมาอย่างไร    อาตมาจะขอตอบแบบสั้นๆนะ  คือว่า  อาตมานิมิตฝันว่า
ได้สนทนากับทั้งสองพระองค์หลายๆครั้ง  ก็เลยมาพิจารณาว่าทำไมถึงฝันแบบนี้  จึงตัดสินใจว่าจะแกะพระพุทธรูปทูลถวาย  ทั้งสองพระองค์
             พระพุทธรูปที่แกะสลักเพื่อถวายในหลวง หน้าตัก 15 นิ้วแกะสลักจากหินข้าวมีเหตุอัศจรรย์  คือที่หน้าผากพระพุทธรูป มีลักษณะเหมือนดวงตาที่สาม   อาตมาเลยเรียกพระสามโลก และพระพุทธรูป 9 นิ้วปางมารวิชัยถวายสมเด็จพระเทพ   ทูลถวายครั้งแรกวันที่  15 พ.ค.2543  ครั้งที่2 วันที่   16 พ.ค.2544  ครั้งที่
3 ทูลถวายวันที่ 7พ.ค. 2547   ครั้งที่ 4 กำลังรอหมายกำหนดอยู่
             แล้วโยมถามว่า  ถ้าโยมอยากได้ไปบูชาจะมีไหม  อาตมาตอบว่า  ก็มีเหมือนกัน แต่เป็นพระองค์เล็กๆอย่างเช่น พระสมเด็จ พระนางพญา พระรอด  (คนก็รอดพระก็รอด ถ้าเป็นคนดี)
            โยมถามว่า แล้วทำไมคนส่วนจึงห้ามไม่ให้กินเนื้อวัว    บ้างก็ว่า  วัวควายเป็นสัตว์ใหญ่  ไถ่นาปลูกข้าวให้คนกิน   อาตมาตอบโยมเขาไปว่าที่ว่าคนส่วนใหญ่ไม่ชอบ เทวดาไม่ชอบก็เพราะ  เทวดาปราถนาให้
มนุษย์รุ็จักบุญคุณ ของผู้มีพระคุณ  คืออย่างนี้ เมื่อเราเกิดมาได้กินนมแม่ เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด   กินนมวัว
เพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง   เท่ากับว่า  เรามีแม่สองแม่ แม่ที่ให้กำเนิดเลี้ยงดู  แม่ที่สองแม่วัว ให้พละกำลัง  แล้วเราจะกินแม่วัวอีกหรือ  อย่างนี้หวังว่า จะเลิกกินเนื้อแม่นม  แม่นมมีพระคุณมาก  สาธุ เลิกกินกันแล้ว เทวดาจะตามรักษา
            โยมถามว่า  (โยมคนนี้ช่างถามดีจัง)  คนทีฆ่าตัวตายจะได้รับผลกรรมอย่างไร
             คนที่ฆ่าตัวตาย กรรมนี้เป็นกรรม   ห้ามสวรรค์ ห้ามรับส่วนบุญที่เขาอุทิศให้  ต้องตกนรกสถานเดียว
            โยมถามว่า  ทำไมต้องตกนรก ในเมื่อเขาไม่ได้ทำร้ายใคร     อาตมาสวนกลับทันที ทำร้ายสิ สิ่งที่ทำ
ได้ฆ่าคนถึงสองคน คือว่า พ่อ - แม่ให้เลือดเนื้อสังขารร่างกาย วิญญาณมาปฏิสนธิเกิดเป็นมนุษย์ขึ้นมา
เมื่อเราฆ่าตัวตาย เท่ากับว่า  ได้ฆ่าส่วนที่เป็นชีวิตของพ่อแม่ คือสังขารร่างกาย จึงเป็นกรรมหนักมาก ไม่ควรทำกรรมเช่นนี้
            เวลาทำบุญทำอย่างไรให้ได้อานิสงมากๆๆ    พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า  เมื่อเวลาทำบุญให้ตั้งจิต
อธิษฐาน จึงจะสำเร็จมีผลมาก  ยกตัวอย่าง เช่นเมื่อตอกตะปูลงไปในเนื้อไม้ ตอกครั้งเดียวตะปูย่อมหวั่นไหว
จับออกได้ แต่ถ้าตอกบ๋อยๆตะปูย่อมแน่นหนาติดแน่น  ไม่ผันแปร  ก่อนทำบุญควรตั้งจิตอธิษฐานว่า
       ขอบุญกุศลที่ได้ทำในครั้งนี้ ขอน้อมนำสักการะบูชา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระปัจเจกพุทธเจ้า  พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์เจ้าทุกๆพระองค์  และจงผลให้ข้าพเจ้าได้ รูปสมบัติ  มนุษย์สมบัติ
สวรรค์สมบัติ พระนิพพานสมบัติในอนาคตกาล ขอให้มีศีลเป็นเครื่องรักษา  ขอให้มีปัญญาอาจรู้แจ้งธรรมโดย
เร็ว  คนที่รักษาศีลๆย่อมรักษาผู้นั้น อย่างนี้ก็สมบูรณ์แล้ว  และอย่างลืมอุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวรด้วย
          เมื่อเราอธิษฐานอย่างนี้ จะเกิดในชาติใดจะมีรูปร่างสวยงามไม่พิกลพิการ มีความเป็นหนุ่มสาวไม่แก่
เป็นผู้มีทรัพย์มากไม่ยากจน  เวลาตายก็ได้ขึ้นสวรรค์ทุกชาติไป  เมื่อถึงเวลาวาสนาบารมีแก่กล้า ก็จะได้ถึงซึ่ง
พระนิพพานในอนาคตกาลง่ายไหม ถ้้าง่ายก็อธิษฐานสิ
        คนบางคนอยากไปนิพพานในชาตินี้ดีๆมากๆ  แต่จะรู้ได้อย่างไร  อาตมาจะยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเปิดน้ำใส่ตุ่มที่ละหยด ทีละหยด  หยดน้ำเปรียบเสมือนบุญที่เราได้ทำ  สะสมสะสมเหมือนหยดน้ำ   เมื่อน้ำเต็มตุ่ม
ย่อมปิดฝาได้   เมื่อเราสะสมบารมีจนแก่กล้าแล้ว พร้อมแล้ว ปัญญาจะตักขาดโดยฉับพัน  รู้แจ้งในอริยสัจสี่
รู้แจ้งในธรรมชาติ คือการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป รู้แจ้งและเอาชนะได้ใน โลภ โกรธ หลง  เปรียบเสมือนเมื่อน้ำ
เต็มตุ่มแล้ว  ก็ปิดฝาได้  พร้อมแล้วในทุกด้าน  พร้อมที่เจริญปัญญาเพื่อความหลุดพ้นแล้ว  จะรู้ได้ด้วยตนเอง
ว่าเราพร้อมแล้ว ไม่ต้องไปถามใครว่า ชาตินี้เราจะไปนิพพานได้ไหม
        คนเรามักพูดว่า  ไม่มีเวลา ไม่มีเวลา ที่จะนั่งปฏิบัติธรรม  ไม่มีเวลารักษาศีล ไม่มีเวลาเจริญพระพุทธมนต์  ไม่มีเวลา  ไม่มีเวลา  ฟังแล้วมึน  นี่ตายไปแล้วหรือ ถึงไม่มีเวลา   คนที่ไม่เวลาแล้วคือคนที่ตายไปแล้ว
ไม่มีเวลาทำบุญไม่มีเวลาสร้างบาปกรรม  นี่คือผู้ที่ไม่มีเวลาอีกแล้ว   เพราะอย่างนั้นอย่างพูดว่าไม่มีเวลาอีก
  ถ้าจะทำมีเวลาเยอะจะตาย  ยืนเดินนั่งนอน สวดมนต์ไม่ไหวทำงานเหนื่อย เวลานอน หายใจเข้า พุท หายใจออก โธ  สามสี่ครั้งก็ยังดี หรือจนหลับไปเลยยิ่งดี  เกิดตายในเวลานั้นเขาเรียกว่าตายในสมาธิ ไปสวรรค์แล้ว
ง่ายจังทำไมไปสวรรค์ง่ายจัง  พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า  ผุ้ใดเอ๋ยนามพระพุทโธ พระธรรโมพระสังโฆ ย่อมมีสวรรค์เป็นที่ไป   ไปสวรรค์ง่ายจังเลย  ถ้าไปนรกยากนะ  ต้องผ่านขั้นตอนหลายอย่างกว่าจะไปได้ ฟังแล้วมึนเลย เขียนผิดมั่ง  การไปนรกนั้น ต้องสมสะหลายอย่าง ต้องทำผิดในศีลห้าหรือศีลแปดสำหรับฆราวาส ต้องมีใจอาฆาตพยาบาท เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น  อิจฉาตาร้อน  อยากได้ของคนอื่น ไม่อยากให้ใครดีกว่าตน เยอะไปหมด เรื่องที่ไม่ดีนะ จะได้ไปนรกแน่นอน  แต่ถ้ารักษาศีล สวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิ มองความไม่เที่ยงในตัวเรา ทำบุญให้ทาน แค่นี่ ไปสวรรค์แน่นอน จิตใจก็สบายร่างกายก็สบาย
    เราเอาเงินฝากธนาคาร  คนที่เบิกได้ก็คือเรา คนอื่นเอาไปไม่ได้  การสวดมนต์นั่งสมาธิภาวนา การให้ทานการรักษา เป็นบุญที่สะสม สะสม  เมื่อถึงเวลาที่เราจะต้องดับไป หรือตายนะ  บุญที่เราสะสมจะมารวมตัวกัน
ไม่ใช่ประท้วงนะ  ให้เราระลึกถึงความดีที่ทำไว้  จิตใจตอนนั้นมีความสุขในบุญที่ได้ทำ  แล้วก็ไปสวรรค์ ส่วน
ที่ทำความชั่ว กรรมชั่วก็มาทำให้คนๆนั้น ระลึกถึงความชั่วที่ได้ทำ  แล้วเขาก็พาไปลงนรก  ทรัพย์สินเงินทองไม่สามารถเอาไปได้  มีแต่บุญและบาปเท่านั้นที่พาไป
    คำว่า ทำดีมีมุนมองอย่าง  คนนั้นบอกทำดี  คนนี้บอกทำดี  แล้วทำดีเป็นอย่างไร  อยู่ที่การกระทำ เช่น
ครอบครัวหนี่งสอนลูกให้เป็นใจร  ลูกไปลักขโมยได้มา ก็บอกว่าทำดี  ครอบครัวหนึ่งสอนลูกให้รักษาศีลมีเมตตาช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อปฏิบัติตาม  ก็บอกลูกทำดีแล้ว   แล้วทำดีหมายความว่าอย่างไรแน่
ความหมายของคำว่าทำดี ต้องประกอบด้วยความมีเมตตา  กรุณา มุธิตา อุเบกขา ต่อตัวเองและผู้อื่น เป็นการไม่เบียดเบียนตนเองและเบียดเบียนผู้อื่น  การทำผิดกฏหมายย่อมเบียดเบียนตนเองให้ติดคุกติดตะราง และ
ทำให้ผู้อื่นมีเดือดร้อน
           การทำบุญอย่างไรให้ได้อานิสงมากๆ  เวลาทำบุญต้องมีศรัธา มีความตั้งใจ ทำแล้วมีอานิสงมาก ไม่เกี่ยวกับการทำมากหรือทำน้อย  ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ตั้งใจทำ ทำไปตามกำลังไม่เดือดร้อน  คนที่ทำเพื่อชื่อเสียง ไม่มีศรัทธา ไม่ตั้งใจทำ ทำแล้วได้อานิสงนิดเดียว เทวดามองความตั้งใจของคนและร่วมอนุโมทนา
         นักวิชาการเคยพูดว่า  พญานาคไม่มีจริง  อาตมาเคยได้ยิน ถ้ามีจะต้องพบโครงกระดูกบ้าง  เหล่านักวิชาการพวกนี้น่าจะไปศึกษาพระไตรปิกฎบ้าง พญานาคท่านเป็นเทพมีฤทธิ์มาก สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ อย่างในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า  พญานาคแปลงเป็นมนุษย์มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา  ได้บวชเป็นพระ แต่ เวลากลางคืนนอนหลับ  ร่างกลับคืนสู่สภาพเดิม  พระภิกษุเห็นเข้าจึงไปกราบทูลพระพุทธเจ้า  พระพุทธองค์จึงทรงห้ามไม่ให้พญานาคบวชพระ  อย่างในตอนบวชพระคู่สวดจะถามว่า เธอเป็นมนุษย์หรือเปล่า
เมื่อพญานาคหมดอายุไข จึงไม่เหลืออะไรเลย หายไปเลย ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังสร้างบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์  ทรงสร้างบารมีอยู่ เดินทางไปพบฤษีเพื่อฟังธรรม  ได้เห็นพญานาคแปลงกายเป็นมนุษย์ช่างสวยงามพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก  ก็เลยตั้งความปราถนาอยากเกิดเป็นพญานาค ต่อมาเมื่อทรงหมดอายุไข  ก็ได้ไปเกิดเป็นพญานาคพร้อมด้วยบริวาร   ภายหลังทรงเบื่อหน่ายเลยปฏิบัติธรรมแล้วตั้งความปราถนาเป็นมนุษย์  เห็นไหมพระพุทธเจ้ายังเกิดพญานาคเลย
       แต่ก่อนอาตมาเคยนิมิตฝันว่า  เห็นงูสีขาวเลื่อยลงไปในถ้ำ  วันรุ่งขึ้นเข้าไปนั่งสมาธิตรงปากถ้ำ  หลังออก
จากถ้ำมีอาการปวดแสบปวดร้อนข้างในตัว  เหมือนมีก้อนถ่านไฟอยู่ข้างในตัว   ท่านผู้รู้บอกว่าไปนั่งตรงที่พญานาคคลายพิษ  ดีที่พิษนี้เป็นของทิพย์  ถ้าไม่เช่นนั้นอาจได้นอนฟังพระสวด แล้วมีคนอุทิศส่วนกุศลให้
ทรมานอยู่หลายเดือนกว่าจะหายเป็นปกติ  ได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อใหญ่ ท่านส่งไอเย็นดับพิษพญานาคให้  ท่านคงสงสารที่มีสติปัญญาฉลาด...น้อย (โง่มาก ) ไปนั่งตรงที่เขาคลายพิษ  ไม่ตายก็บุญแล้ว สรุปว่า
ท่านพญานาคต้องการให้รู้ว่า ถิ่นของท่านใครอย่าแตะ  คนเรามีทั้งดีและชั่ว  บางครั้งก็ขาดบางครั้งก็เกิน
  จงทำแต่สิ่งที่ดีละเว้นความชั่ว  เมื่อเริ่มทำสิ่งที่ดี ก็เริ่มมีกำลังใจที่จะทำต่อไป สื่งที่ขาดก็เพิ่มเติม สิ่งที่เกินไปก็ต้องลดลงให้มีความพอดี  ทำแต่ในสิ่งที่ดีต่อตนเองและสังคม ชีวิตก็มีแต่ความสุขตลอดไป
        ที่คนเขาพูดว่า (น้ำตาเต่า) มีความเป็นมาอย่างไร  เรื่องนี้นานมากจนลืมไปแล้ว เรื่องมีอยู่ว่า  เมื่อที่อาตมา มาอยู่ที่ถ้ำแสงวิเศษใหม่ๆ  วันๆเวลาว่างก็คุยกับหมา   อาตมาคุยหมาฟังคิดว่าคงไม่รู้เรื่อง เห็นมันนั่งมองเฉยๆผ่านไปปีสองปีมีพระมาอาศัยอยู่ด้วย บางครั้งก็ไปขุดมันมือเสือมาต้มกิน  ต่อมามีโยมสองพี่น้องมาที่ถ้ำ อยากให้ดูดวงโยมแม่ที่ป่วยหนัก จนหมอให้พากลับมาที่บ้าน  เพราะคนป่วยอยากมาตายที่บ้าน  จะได้เห็นลูกหลาน  โยมถามว่ามีทางช่วยไหม อาตมาก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร คุณโยมเล่าให้ฟังว่า  แม่พูดว่า เมื่อก่อนตอนที่ยังเด็กอยู่  ผู้ใหญ่บอกให้เอาไม้แหลมแทงเข้าไปในกระดองเต่า  เพื่อให้เต่าตาย แล้วนำมาทำอาหาร  ต่อมา
มานึกขึ้นได้ เมื่อตอนป่วยหนัก ฝันเห็นคนหัวเป็นเต่ามารุมทำร้าย  แกมีความเจ็บปวดทรมานมาก อาตมาก็เลย
บอกว่า จะลองขอบารมีหลวงพ่อใหญ่ (หลวงพ่อกบ )ดูเพื่อว่าท่านจะเมตตา  เมื่อไปถึงที่บ้านโยม มีพระตามไปด้วย  เขานั่งรวมญาติกันแล้ว เขาคิดว่าคงไม่รอด ไปที่บ้านโยมห้าองค์  มีพระอาคันตุกะมาพักผ่อนที่ถ้ำ
   เมื่อถึงบทเจริญพระพุทธมนต์ถึงบท สัพพะพุทธา  ก็พรมน้ำมนต์ให้โยมที่นอนป่วยอยู่  แกมีอาการดิ้นใหญ่เลย   อาตมานึกในใจ  เจ้ากรรมนายเวรคงอยู่ที่โยม ต้องเปลื่ยนแผนใหม่  วันที่สองใช้วิธีใหม่  ให้ศีลให้พรแล้ว
เลยใส่บทพุทธคุณตามด้วยบทเมตตา  คราวนี้ได้ผล คุณโยมมีอาการดีขึ้น หันมามองลุกขึ้นยกมือไหว้ นึกคิดในใจน่าจะบอกกันสักหน่อยจะได้ไม่ใช้ไม้แข็ง ว่าเข้าไปนั้น  จริงๆแล้วอาตมากลัวมากๆ กลัวว่าสวดไปๆ โยมตายขึ้นมา คราวนี้คงเป็นที่ล่ำลือว่า  สวดจนโยมตาย แต่ก็ไม่หวั่นไหวนะ เพราะไม่เคยทำมาก่อน และก็ไม่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว จึงไม่กลัวจะเสียงชื่อ วันที่สองผ่านไปด้วยดี โล่งเลย โล่งเลย พอมีหวัง วันที่สามก็ผ่านไป
วันที่สี่เมื่อเจริญพุทธมนต์แล้ว  อาตมาบอกให้โยมไปหาซื้อเต่าหรือตะพาบที่ร้านอาหารป่าตามสั่ง มาสักสิบตัว
ห้ามตอราคา  วันที่ห้า วันนีสำคัญว่าจะรอดหรือไม่รอด ก็วันนี้ละ โยมหาซื้อมาได้ตามสั่ง โยมเอาเต่าตะพาบออกจากตุ้ม ใส่ะละมังใบใหญ่  ทั้งเต่าตะพาบ ดิ้น ดิ้นกันใหญ่เลย  อาจจะคิดว่า วันนี้โดน โดนตุ้มแน่นเลย
ไม่ตุ้มยำหรือไม่ก็ผัดพริกเต่าตะพาบรสแซบแน่นอน ดิ้นกันใหญ่เลยนึกดู เต่าตะพาบสิบตัวอยู่ในกาละมังใหญ่
โกลาหลน่าดู  คุณโยมเอากาละมังมาวางด้านหน้าที่อาตมานั่ง   อาตมาก็สวดมนต์บทเก่าเหมือนเดิม โยมอาจจะคิดในใจว่า พระคุณเจ้าสวดบทเดิมอีกแล้ว  คงสวดบทอื่นไม่ได้แน่  จะให้เจ้ากรรมนายเวรเขายกโทษให้
ต้องขอร้องเขาให้ยกโทษให้สวดด้วยบทเมตตา  เมื่อสวดเสร็จก็ต้องเทศน์สักนิดหน่อย  เมื่อเทศน์อยู่หันมามองที่เต่าตะพาบ ไม่ดิ้นรนเลย  ต่างชูคอฟังเทศน์ อาจเป็นเพราะเต่าตะพาบมีความรู้สึกว่าปลอดภัยมั่ง
  เมื่อเทศน์จบ คุณโยมพูดขึ้นมาว่า เต่าตะพาบร้องไห้ น้ำตาเต่าตะพาบไหลรินลงอาบแก้ม  อาตมามองดู เขา
คงดีใจว่าเขารอดตาแล้ว เขาไม่ต้องถูกฆ่า คุณโยมที่ป่วยลุกขึ้นนั่งเล่าว่า เมื่อฝันว่า มีคนสี่คน มาลากตัวแกให้ไปกับเขา  แต่มีหลวงตาแก่ๆองค์หนึ่ง เอาไม้มาไล่ตีคนทั้งสี่คนนั้นหนีไป  อาตมาบอกลูกชายโยมให้เอาเต่าตะพาบไปปล่อย  แล้วให้พรเขารอดปลอดภัยด้วย  คุณโยมมีชีวิตรอดอยู่หลายปีทีเดียว  ก่อนที่แกจะจากไป แกบอกว่า ไม่ต้องช่วยแม่แล้วนะ  แกใส่บาตรทุกวัน เห็นแล้วก็ชื่นใจ เพราะบารมีปู่ใหญ่แท้ๆ ( เป็นเรื่องจริง)
                      ขอท่าทั้งหลายจงอย่าประมาทในชีวิต  เวลานั้นมีน้อย  จงใช้เวลานั้นให้คุ้มค่า  ให้เป็นประโยชน์  ให้เหมาะสม  ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์เพื่อสร้างบารมี   ขอความสุขสวัสดี จงมีแก่ท่านผู้ใจบุญ  ผู้มากด้วยศรัทธา ผู้มีความตั้งมั่นแล้ว   จงสำเร็จๆ สมประสงค์ในสิ่งที่ปราถนาทุกท่านเทอญ......เอวังโหตุ
                                         จบ จบ จบ จบ จบ จบ จบ จบแล้ว







ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ปิด

เว็บมาสเตอร์แนะนำก่อนหน้า /1 ต่อไป

อุปกรณ์พกพา|ศิษหลวงพ่อชำนาญ

GMT+7, 22-4-2018 17:37 , Processed in 0.102898 second(s), 18 queries .

Powered by Discuz! X3.4 R20180101, Rev.59

© 2001-2017 Comsenz Inc.

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้